Thailand by Design (TH)
5.1 THAILAND by DESIGN คืออะไร
Thailand by Design คือภาพการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของระบบปัญญาสาธารณะ
ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการทำความเข้าใจว่า การตัดสินใจในปัจจุบันเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ในอนาคตอย่างไร ในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับระบบ พื้นที่ และเวลา
แทนที่จะเสนอภาพอนาคตพึงประสงค์เพียงรูปแบบเดียว Thailand by Design เปิดพื้นที่สำหรับการสำรวจความเป็นไปได้ที่หลากหลาย โดยตั้งคำถามว่าทางเลือกที่แตกต่างกันในวันนี้ — ทั้งในด้านนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแล และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คน — อาจกำหนดทิศทางของสังคมในระยะยาวได้อย่างไร
การทำงานของ Thailand by Design ครอบคลุมหลายระดับ
ในระดับเครือข่ายเมืองที่เชื่อมโยงกันในประเทศ และเชื่อมต่อกับวิสัยทัศน์เชิงระบบในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของโครงสร้างเชิงพื้นที่ สถาบัน และเศรษฐกิจ ที่ทำงานร่วมกันผ่านช่วงเวลา
Thailand by Design ไม่ใช่แผนพัฒนา
ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกำหนดสิ่งที่ควรจะเป็น และไม่ได้พยายามคาดการณ์อนาคตอย่างแน่นอน แต่ทำหน้าที่เป็น “จุดอ้างอิง” ที่ช่วยตั้งกรอบคำถามที่เหมาะสม ทำให้เห็นทางเลือกที่ต้องแลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงสภาวะในปัจจุบันเข้ากับความเป็นไปได้ในระยะยาว
ในระบบปัญญาสาธารณะ Thailand by Design ทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ หรือดาวเหนือ ช่วยกำหนดทิศทางขององค์ประกอบอื่น ๆ ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเข้าใจเชิงลึกใน Monologue การกำหนดประเด็นสาธารณะใน Public Journal และการตั้งโจทย์และการทดสอบความท้าทายใน BKDL
Thailand by Design เป็นกลไกที่เปิดกว้างและปรับเปลี่ยนได้ โดยอาศัยการเรียนรู้จากองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในระบบ ที่สะท้อนกลับเข้ามาเพื่อปรับขยาย และตีความใหม่อย่างต่อเนื่อง
Thailand by Design จึงไม่ได้ถูกนิยามจากผลลัพธ์ปลายทาง แต่จากบทบาทที่ช่วยให้สังคมสามารถมองเห็นภาพระยะยาว ครุ่นคิดเกี่ยวกับอนาคตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และตระหนักถึงผลกระทบของการตัดสินใจในปัจจุบันต่ออนาคต
5.2 โจทย์ความท้าทายเชิงออกแบบของประเทศ
ชุด 20 โจทย์ความท้าทายเชิงออกแบบ (Design Challenges) เป็นกรอบการทำงานภายใต้ Thailand by Design
โดยทำหน้าที่ระบุชุดคำถามของประเด็นสาธารณะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย เช่น เมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบสังคม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
โจทย์ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้แบบแยกส่วน แต่อยู่ในสภาวะที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องหนึ่งย่อมส่งผลต่ออีกเรื่องหนึ่ง โดยกรอบการทำงานนี้มีเป้าหมายเพื่อทำให้ความเชื่อมโยงดังกล่าวสามารถมองเห็นได้ชัดเจน และสนับสนุนการทำความเข้าใจประเด็นสาธารณะในลักษณะที่เป็นระบบมากขึ้น
แต่ละโจทย์ถูกพิจารณาผ่านมุมมองเชิงออกแบบ โดยให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจว่า ระบบต่าง ๆ ถูกจัดวางอย่างไร สถาบันทำงานอย่างไร และนโยบายมีบทบาทอย่างไรในการกำหนดพฤติกรรมและผลลัพธ์ในระยะยาว
ควบคู่กันไป มีการพัฒนา “ชุดเครื่องมือเชิงนโยบาย” (Policy Repertoire) ซึ่งรวบรวมแนวทาง เครื่องมือ และทางเลือกเชิงออกแบบระดับนโยบายที่ถูกใช้ในบริบทต่าง ๆ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเสนอแบบอย่างที่ควรนำไปใช้โดยตรง แต่เป็นจุดอ้างอิงที่ช่วยขยายกรอบความเป็นไปได้ในการตอบสนองต่อโจทย์สาธารณะ
กรอบการทำงานนี้สามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาได้ตามสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป และองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้น โดยทั้งชุดของโจทย์ความท้าทาย และชุดเครื่องมือเชิงนโยบาย จะถูกทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้ Thailand by Design โครงสร้างนี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง การทำความเข้าใจและการนำไปใช้ เชื่อมโยงการมองภาพระยะยาวเข้ากับการพิจารณาในเชิงปฏิบัติระยะสั้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้การทำความเข้าใจโจทย์สาธารณะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยง และรอบด้านมากขึ้น
5.3 แนวคิดหลัก
From Greater Bangkok → Thailand by Design → ASEAN Renaissance
Thailand by Design ตั้งอยู่บนการทำความเข้าใจการพัฒนาผ่านมิติความสัมพันธ์ที่ยึดโยงกับพื้นที่
โดยมองว่าเมืองไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัยของผู้คนแต่เป็นระบบที่หล่อหลอมโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสถาบันวิธีการออกแบบระบบเหล่านี้ — ไม่ว่าจะเป็นการใช้ที่ดิน โครงสร้างการคมนาคม หรือการจัดสรรบริการสาธารณะ — ล้วนส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน และทิศทางของสังคมในระยะยาว
ภายใต้มุมมองนี้ Greater Bangkok จึงเป็นจุดตั้งต้นของการทำความเข้าใจ ไม่ใช่เพียงในฐานะเมืองหลวงแต่ในฐานะระบบเมืองขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งสะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศในภาพรวมทั้งในมิติของการเติบโตและความเหลื่อมล้ำ ประสิทธิภาพและการเข้าถึง ตลอดจนความตึงเครียดระหว่างแรงกดดันระยะสั้นกับการวางแผนระยะยาว
การทำความเข้าใจ Greater Bangkok จึงไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นวิธีการตั้งคำถามว่า ระบบเมืองขนาดใหญ่สามารถถูกออกแบบให้ทำงานได้อย่างสอดคล้องและสมดุลมากขึ้นได้อย่างไรและแนวทางดังกล่าวจะสามารถขยายไปสู่บริบทอื่นของประเทศได้อย่างไร
จากจุดตั้งต้นนี้ มุมมองจึงขยายออกไปสู่ระดับประเทศ
Thailand by Design พิจารณาประเทศไทยในฐานะระบบของเครือข่ายเมืองและภูมิภาคที่เชื่อมโยงกันโดยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลัก เมืองรอง หรือพื้นที่เขตเมืองที่แท้จริง (Functional Urban Area) ในรูปแบบต่าง ๆ ผ่านการไหลเวียนของผู้คน ทรัพยากร เศรษฐกิจ และองค์ความรู้
กรอบการมองเช่นนี้เปลี่ยนจุดเน้นจากโครงการพัฒนาเฉพาะกิจแบบแยกส่วน ไปสู่การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบในภาพรวมและเปิดคำถามว่า โครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแล และการลงทุน สามารถถูกออกแบบให้สอดคล้องกันในหลายระดับได้อย่างไรเพื่อให้การพัฒนาไม่เพียงตอบโจทย์ในพื้นที่เฉพาะ แต่สามารถเชื่อมโยงเป็นระบบในระดับประเทศได้อย่างมีความหมาย
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยไม่ได้อยู่โดยลำพัง ตำแหน่งที่ตั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้การพัฒนาของประเทศเชื่อมโยงกับบริบทในระดับภูมิภาคทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และความท้าทายร่วม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการเคลื่อนย้ายของผู้คน อย่างแยกจากกันไม่ได้
จากมุมมองนี้ แนวคิดของ ASEAN Renaissance จึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
ไม่ใช่ในฐานะโครงการหรือแผนงานขนาดใหญ่ที่กำหนดแบบตายตัวแต่เป็นกรอบการมองภูมิภาคในฐานะระบบที่เชื่อมโยงกันของเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยตั้งคำถามใหม่ว่า ความร่วมมือ การประสานงาน และการลงทุนร่วมกัน สามารถถูกออกแบบอย่างไรสามารถถูกออกแบบอย่างไร เพื่อรองรับการพัฒนาในระยะยาวของภูมิภาค
การเคลื่อนจาก Greater Bangkok ไปสู่ Thailand by Design และ ASEAN Renaissance จึงไม่ใช่ลำดับหรือการขยายขนาดของโครงการ แต่เป็นการขยายขอบเขตของมุมมองและวิสัยทัศน์
จากระดับเมือง สู่ระดับประเทศ และสู่ระดับภูมิภาค โดยแต่ละระดับช่วยขยายกรอบความเข้าใจของประเด็นสาธารณะให้กว้างขึ้น
ภายใต้ระบบปัญญาสาธารณะ แนวคิดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทาง แต่เพื่อเสนอ “วิธีการมองเห็น” ว่าบริบทในระดับพื้นที่ เมือง และภูมิภาคเชื่อมโยงกับระบบระดับประเทศอย่างไรระบบระดับประเทศเชื่อมโยงกับพลวัตในระดับภูมิภาคอย่างไร และการตัดสินใจในแต่ละระดับส่งผลต่อกันอย่างไรในระยะยาว
ในความหมายนี้ แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยแถลงเชิงนโยบาย แต่เป็นการเชื้อเชิญให้สังคมมองเห็นความเชื่อมโยงข้ามระดับและตระหนักว่า การออกแบบอนาคต เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจโครงสร้างของปัจจุบัน ผ่านมุมมองเชิงออกแบบ
5.4 วารสารบันทึกดิจิทัล (Longform Interactive Journal)
Thailand by Design ไม่ได้พัฒนาผ่านเนื้อหาในรูปแบบสิ่งพิมพ์หรือบทความออนไลน์เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รูปแบบดิจิทัลเชิงปฏิสัมพันธ์
วารสารบันทึกดิจิทัล เป็นการต่อยอดงานเชิงเนื้อหาของ Public Intelligence ไปสู่มิติของพื้นที่และการมองเห็นภาพ (Visualisation) โดยเปิดให้แนวคิดสามารถถูกสำรวจผ่านแผนที่ ข้อมูลลำดับชั้น (Layered information) เพื่อช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนขึ้น
แทนที่จะนำเสนอเนื้อหาในลำดับตายตัว วารสารบันทึกดิจิทัล ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการสำรวจตามความต้องการ ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ระหว่างสถานที่ ประเด็น และระบบต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ในหลากหลายระดับและมุมมอง
โครงสร้างพื้นฐานของวารสารบันทึกดิจิทัล คือ ระบบแผนที่กายภาพดิจิทัล (Digital Spatial Map) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ฐานในการรวบรวมข้อมูลในมิติของพื้นที่ สถาบัน และแนวคิด อย่างมีพลวัต เพื่อช่วยให้เห็นว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของการพัฒนา ถูกกระจายตัว เชื่อมโยง และเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามช่วงเวลา แผนที่นี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นภาพนิ่งที่ตายตัว แต่เป็นระบบที่สามารถพัฒนาและปรับเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่องโดยเปิดรับข้อมูลใหม่ การตีความใหม่ และการต่อยอดจากการใช้งาน
ในความหมายนี้ วารสารบันทึกดิจิทัล และระบบแผนที่กายภาพดิจิทัล ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแทนที่การสื่อสารในรูปแบบเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นส่วนเสริม เพื่อเปิดอีกมุมมองหนึ่งของการทำความเข้าใจความซับซ้อนของระบบและช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงในมิติของพื้นที่และเวลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
5.5 สนามทดสอบเชิงนโยบาย (Policy Playground)
สนามทดสอบเชิงนโยบาย เป็นกลไกภายใต้ Thailand by Design ที่เปิดให้โจทย์สาธารณะถูกสำรวจผ่านมุมมองเชิงนโยบาย
ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สาธารณะดิจิทัลสำหรับการพิจารณาว่า แนวทาง เครื่องมือ และรูปแบบการจัดวางเชิงสถาบันในลักษณะต่าง ๆ อาจถูกนำมาประยุกต์ใช้กับประเด็นเฉพาะได้อย่างไร โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเสนอเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตายตัว แต่เป็นการเปิดพื้นที่ของความเป็นไปได้
การทำงานของสนามทดสอบเชิงนโนบาย ตั้งอยู่บนการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากระบบปัญญาสาธารณะทั้งจากคำถามที่ถูกตั้งขึ้นใน Monologue ข้อสังเกตจาก Public Journal และบทเรียนจาก Bangkok Design Lab ซึ่งถูกนำมาถอดความและพิจารณาในบริบทเชิงนโยบาย
แทนที่จะมุ่งไปสู่การให้ข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นทางการ สนามทดสอบเชิงนโยบายให้ความสำคัญกับ “การตั้งโจทย์” หรือ การตั้งคำถามที่เหมาะสมผ่านมุมมองเชิงออกแบบ โดยสำรวจว่าปัญหาถูกนิยามอย่างไร สมมติฐานใดเป็นตัวกำหนดกรอบความเข้าใจ และมีทางเลือกของการตอบสนองในรูปแบบใดบ้างภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน
กระบวนการนี้รวมถึงการพิจารณาทางเลือกที่ต้องแลกเปลี่ยน (PRO/CON) ข้อจำกัด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อทำให้ความซับซ้อนของการตัดสินใจเชิงนโยบายสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น
ผลลัพธ์และผลผลิตจากกระบวนการมีความยืดหยุ่น อาจอยู่ในรูปของเอกสารสรุปประเด็น (Briefing) เอกสารแนวคิดเชิงนโยบาย (Concept Note) หรือเอกสารเชิงสำรวจ (Exploratory Paper) ตามลักษณะของประเด็นที่ถูกพิจารณา
สนามทดสอบเชิงนโยบาย ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหน่วยให้คำปรึกษาเชิงนโยบาย แต่เป็นพื้นที่เปิดสำหรับการตั้งคำถามและการไตร่ตรองร่วมกันของเครือข่ายปัญญาสาธารณะที่ซึ่งแนวคิดสามารถถูกทดลอง เปรียบเทียบ และพัฒนาได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบของการนำไปใช้ในทันที
ในความหมายนี้ สนามทดสอบเชิงนโยบาย ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างความเข้าใจและความเป็นไปได้ของการนำไปใช้ เปิดพื้นที่ให้โจทย์สาธารณะสามารถถูกสำรวจในลักษณะที่มีโครงสร้าง มีข้อมูลรองรับ และคำนึงถึงบริบทและผลกระทบในระยะยาว